ตัวแทน Freedom Bridge กล่าวถ้อยแถลงบนเวที ก่อนทบทวน UPR

ตัวแทน Freedom Bridge กล่าวถ้อยแถลงบนเวที ก่อนทบทวน UPR: ชี้ปัญหาการคุมขังทางการเมือง การจำกัดสิทธิในเรือนจำ และข้อจำกัดในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล

ในปี 2569 นี้ ประเทศไทยจะเข้ารับการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายใต้กลไก Universal Periodic Review (UPR) รอบที่ 4 Freedom Bridge และองค์กรภาคประชาสังคมได้ร่วมจัดทำรายงานต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเพื่อสะท้อนถึงปัญหาสิทธิมนุษยชน

Freedom Bridge ร่วมจัดทำรายงานสองฉบับ ได้แก่ ฉบับร่วมกับ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR) TLHR และ International Federation for Human Rights (FIDH) ว่าด้วยเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุม คดีและผู้ต้องขังทางการเมือง สิทธิประกันตัวและการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม

อีกฉบับร่วมกับ FIDH และ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (UCL) ว่าด้วยสภาพเรือนจำ การปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง การเข้าถึงบริการสุขภาพ การใช้เครื่องพันธนาการ และโทษประหารชีวิต

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2569 ปฐมพร แก้วหนู หัวหน้าโครงการและผู้ก่อตั้ง Freedom Bridge ได้กล่าวถ้อยแถลงบนเวที UPR Info Pre-session ครั้งที่ 53 ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อนำเสนอปัญหาสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขังทางการเมืองและครอบครัวต่อคณะผู้แทนรัฐต่าง ๆ ก่อนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยภายใต้กลไก UPR และชี้ให้เห็นถึงปัญหาการคุมขังทางการเมือง การจำกัดสิทธิในเรือนจำ และการเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาล พร้อมเรียกร้องให้คำนึงถึงครอบครัวของผู้ต้องขังทางการเมืองที่รออยู่ข้างนอก

ปฐมพรกล่าวถ้อยแถลงทั้งในฐานะผู้ทำงานสนับสนุนผู้ต้องขังทางการเมืองและครอบครัว และในฐานะสมาชิกครอบครัวของผู้ต้องขังทางการเมือง โดยเน้นปัญหาสามประเด็น พร้อมข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทย

1.การควบคุมตัวโดยพลการและการปฏิเสธสิทธิประกันตัว

ข้อมูลที่นำเสนอบนเวทีระบุว่า ณ เดือนสิงหาคม 2569 มีผู้ต้องขังทางการเมือง 52 คน โดย 22 คนถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี ขณะที่คำร้องขอประกันตัวและคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ศูนย์ทนายฯ ติดตามในปี 2567–2568 ถูกปฏิเสธกว่าร้อยละ 90 แม้มีข้อมูลว่าผู้ถูกคุมขังไม่มีความเสี่ยงหลบหนี

เราจึงเรียกร้องให้ปล่อยตัวทุกคนที่ถูกคุมขังเพียงเพราะใช้เสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ พร้อมรับรองว่าการคุมขังระหว่างพิจารณาคดีจะใช้เฉพาะกรณีจำเป็นและเป็นมาตรการสุดท้าย โดยประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคลและเคารพสิทธิในการได้รับการประกันตัว

2. การจำกัดการเยี่ยมและการติดต่อกับโลกภายนอก

เรือนจำบางแห่งปฏิเสธหรือจำกัดการเข้าเยี่ยมของทนายความ โดยอ้างว่าเมื่อคดีสิ้นสุดแล้ว ผู้ต้องขังไม่มีความจำเป็นต้องปรึกษากฎหมายอีก ทนายความบางคนถูกให้เข้าเยี่ยมในฐานะญาติแทน ทำให้ถูกจำกัดเวลาและไม่สามารถสนทนาอย่างเป็นความลับได้ นอกจากนี้ เรือนจำอย่างน้อยสิบแห่งยังจำกัดการเยี่ยมทั่วไปไว้เฉพาะญาติทางสายเลือด ซึ่งเกินขอบเขตจากที่กฎหมายกำหนด

พร้อมเสนอให้มีการกำหนดแนวปฏิบัติมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ต้องขังทุกคนสามารถเข้าถึงทนายความได้อย่างเป็นความลับและทันท่วงที รวมถึงให้เรือนจำปฏิบัติตามระเบียบที่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่ใช่ญาติทางสายเลือดเข้าเยี่ยมได้

3. การเข้าถึงการรักษาพยาบาลในเรือนจำ

ปฐมพรยกตัวอย่างผู้ถูกคุมขังที่ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองจนร่างกายซีกซ้ายเป็นอัมพาต แต่ต้องรอถึงแปดวันจึงได้รับการส่งตัวไปยังโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ขณะที่การดูแลสุขภาพจิตของผู้ต้องขังส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงการจ่ายยากับเคสที่มีอาการรุนแรงเท่านั้น

และเรียกร้องให้ผู้ต้องขังทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทันท่วงที ทั้งการรักษาฉุกเฉิน การดูแลสุขภาพจิต และการรักษาอาการเจ็บป่วยเดิมอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับที่ใช้กับผู้ป่วยในชุมชนภายนอก ตามข้อกำหนดเนลสัน แมนเดลา

ช่วงท้าย ปฐมพรกล่าวถึงครอบครัวของจิรวัฒน์ ผู้ต้องขังที่ได้รับโทษจำคุกหกปีจากการแชร์โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์สามโพสต์ ภรรยาของเขาป่วยเป็นมะเร็งระยะที่สี่ และถามเราว่า

“ถ้าฉันตายก่อนที่เขาจะได้ประกันตัว ลูกของเราจะอยู่กับใคร?”

เรื่องราวนี้สะท้อนว่าผลกระทบจากการคุมขังไม่ได้หยุดอยู่ภายในเรือนจำ แต่ยังส่งถึงลูก คู่ชีวิต และครอบครัว ปฐมพรจึงปิดท้ายถ้อยแถลงว่า

“เราไม่ได้ขอให้ท่านเป็นปากเสียงให้เฉพาะคนที่อยู่ข้างในเท่านั้น เราขอให้ท่านเป็นปากเสียงให้คนที่รออยู่ข้างนอกด้วย”

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 ชวนร่วมติดตามการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยบนเวที UN ว่ารัฐบาลจะชี้แจงความก้าวหน้าอย่างไร และรัฐสมาชิกจะให้ข้อเสนอแนะใดเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขังและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

________________________________

เอกสารประกอบการทบทวน UPR ประเทศไทย รอบที่ 4
คลิกชื่อเอกสารเพื่อเปิดอ่านหรือดาวน์โหลด

________________________________

สนับสนุน Freedom Bridge ได้ที่

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
Account Number: 800-9-71446-2 Swift Code: AYUDTHBK
Account Name: RIGHTS FOR JUSTICE FOUNDATION

ผู้ที่สะดวกสนับสนุนผ่านบัตรเครดิต สามารถสนับสนุนได้ที่เว็บไซต์ engagethailand
(เฉพาะผู้ที่มีรายได้ในสหรัฐอเมริกา สามารถลดหย่อนภาษีได้)
https://www.engagethailand.org/supportpoliticalprisoners

Share This Story

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า